บทที่ 16 6/2

“เข้ามา”

“ที่ว่ามีอะไรจะให้ผมดูอะไรหรือครับ”

“นั่งลงสิ กราบพระเสียก่อน” ปลายหางตามองไปทางพระพุทธรูปเนื้อสีแดงทับทิมที่ตั้งเด่นสง่าอยู่ในกลางห้อง ผ่านควันธูปหอมที่ลอยคละคลุ้ง ยิ่งเห็นว่าพ่อครูสิงห์อยู่ที่นี้ด้วยแล้ว เพชรพรรณารายยิ่งรู้สึกว่าโต๊ะบูชานี้น่าเกรงขามขึ้นมาหลายเท่าตัวนัก

เพชรพรรณารายทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากกราบพระเสร็จแล้วเขาถึงคลานเข่าไปหยุดอยู่ตรงหน้าพ่อครูสิงห์ เพชรพรรณารายเป็นถึงหม่อมราชวงศ์เขาย่อมรู้ทำเนียบปฏิบัติและการวางตัวเป็นอย่างดี ทุกกิริยาจึงดูงดงามราวกับมีภาพฉายบางอย่างปรากฏขึ้นในสายตาของพ่อครูสิงห์ เพลานี้เขากลับมองเห็นว่าเพชรพรรณารายคือแม่รำไพหญิงสาวคนรักของตนในชาติก่อน

ขณะที่นั่งพับเพียบทอดสายตามองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องก็พาจะทำให้ตนนึกประหลาดใจขึ้นมา แม้ว่าพ่อครูสิงห์จะอยู่ที่นี่ได้สองคืนแล้วแต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงดูปกติและวางอยู่ที่เดิมของมัน เพชรพรรณารายจึงเกิดความสงสัยขึ้นในใจ พ่อครูสิงห์ไม่นอนหรืออย่างไรกัน มิน่าขอบตาถึงได้เริ่มดำคล้ำจากที่เจอกันครั้งแรกอยู่มากโข

“หลับตาลง ตั้งสมาธิให้มั่นแล้วว่าตามฉัน” บอกกว่าเสียงราบเรียบก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถาถอดดวงจิต นำพากสิณจิตทั้งสองสู่ภพภูมิในอดีตชาติอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่งทีปกรเองเมื่อส่งเพื่อนเสร็จก็มุ่งหน้ากลับที่พักของตนในทันที บ้านของเขานั้นเป็นห้างร้านที่ตั้งอยู่ในใจกลางพระนครจึงห่างจากวังวงศ์วริศธาราพอสมควร เวลานี้ก็ดึกมากแล้วเขาจึงควรจะกลับไปให้ถึงบ้านเสียที ทว่าไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจให้เขาใช้เส้นทางลัดนี้เพราะโดยปกติแล้วถนนเส้นนี้ทั้งเงียบและเปลี่ยวเป็นอย่างมาก อีกทั้งในตอนกลางคืนไม่มีแม้แต่รถสักคันที่จะขับผ่านก็ยิ่งอันตราย ปกติแล้วเขาไม่เคยคิดจะใช้เส้นทางนี้เลยสักครั้ง

ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกทึบ ไม่มีแม้แต่แสงไฟสาดส่อง ทีปกรจึงอาศัยเพียงไฟจากด้านหน้ารถเท่านั้น พอขับรถเข้ามาได้ไม่นานนัก ทีปกรก็เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา ปลายหางตาเริ่มมองเห็นเงาดำรูปทรงคล้ายคนโผล่ออกมาจากสองข้างทาง สีหน้าตระหนกของเขาเริ่มจะหวาดหวั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงตนจะพอรู้วิชาอาคมและมีของดีที่พ่อครูสิงห์ให้ติดตัวอยู่บ้างแต่ใช่ว่าจะรับมือได้เสียทีเดียว

เงาดำเหล่านั้นเริ่มจะกระโดดเกาะรถของเขา บนหลังคารถบ้าง ข้างกระจกบ้าง แต่ที่เห็นจะร้ายแรงที่สุดคือพวกที่เกาะอยู่ตรงกระจกหน้ารถพวกมันเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถมองเห็นเส้นทางได้ แต่ทีปกรเองก็ใช้สัญชาตญาณขับไปเรื่อย มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยแน่น แล้วจึงตั้งจิตให้แน่วแน่พลางขยับปากบริกรรมคาถาและนึกถึงครูบาอาจารย์ที่ก่อเกิดวิชาให้

“อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุขโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ[1]...”

เงาดำเหล่านั้นบ้างก็จางหายไป บ้างก็กระโดดลงจากรถ ทีปกรถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากแต่เวลานี้ด้านหน้าของเขากลับมีพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังปั่นจักรยานไปตามถนนที่เปล่าเปลี่ยวแห่งนี้ เสียงโซ่รถจักรยานคันเก่าดังเล็ดลอดเข้ามายังโสตประสาท เด็กชายตัวเล็กกอดเอวพ่อของเขาแน่น ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งเด็กชายกลับหันมายิ้มให้เขา หากแต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ชวนสยดสยองเพราะปากเล็ก ๆ นั้นค่อย ๆ ฉีกออกกว้าง โลหิตสีแดงฉานไหลออกมาจนมิอาจทนมองดูได้ หากแต่วินาทีที่แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องไปยังทั้งสอง ดวงตาสีรัตติกาลก็ต้องเบิกกว้างเมื่อหัวของเด็กชายคนนั้นหลุดออกจากบ่าอีกทั้งยังกลิ้งมายังด้านหน้ารถของเขา แต่เพทายหนุ่มกลับไม่คิดจะหยุดรถเขากลับเหยียบคันเร่ง

เอี๊ยดดด!

ทีปกรเบรกกะทันหันเมื่อเหยียบเข้ากับหัวของเด็กชาย ทำให้รถด้านหลังยกตัวลอยสูงจากนั้นจึงหล่นลงมากระทบพื้นถนนเสียงดังสนั่น เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ทั้งที่ไม่คิดจะลงไปดูแต่แรกแต่เขากลับทำสิ่งใดไม่ได้ด้วยความตกใจและยังคงมีศีลธรรมทีปกรจึงเปิดประตูรถออกไป

ดวงตาสีนิลมองสำรวจไปรอบ ๆ ก็เห็นว่ารถไม่ได้เสียหายอะไร อีกทั้งหัวของเด็กคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ใต้ท้องรถของเขา แต่ก็ยังวางใจเสียไม่ได้ ทีปกรมองสำรวจไปรอบ ๆ ไม่เห็นแม้แต่ร่างของสัมภเวสีแม้แต่ตนเดียว ชายหนุ่มกัดริมฝีปากของตนมือหนึ่งกำสร้อยพระที่พ่อครูให้ไว้แน่ เขาควรจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

แกก ๆ แกก ๆ ทีปกรพยายามจะเปิดประตูรถหากแต่มันกลับแข็งจนไม่สามารถเปิดออกได้ “เหี้ยเอ๊ย! ออกสิวะ” เขาสถบออกมาอย่างหัวเสีย ทั้งยังเตะเข้าไปที่รถเสียเต็มแรง เพทายหนุ่มยืนเท้าสะเอวมองไปรอบ ๆ ทั้งยังพยายามเปิดประตูรถหลายต่อหลายครั้งจนฝ่ามือของเขาเริ่มแดงก่ำคราวนี้มันถึงเปิดออกเสียที

ขณะที่กำลังก้าวขาขึ้นรถเพทายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งมาโดนขาของเขา ชายหนุ่มเม้มปากตัดสินใจค่อย ๆ ก้มมองมันอย่างเชื่องช้าและพยายามประคองสติของตนให้คงอยู่ ทว่าสิ่งที่เขาเห็นคือหัวของเด็กคนนั้นอยู่ที่ปลายเท้าของเขา เด็กชายยังคงยกยิ้ม ดวงตาเบิกโพลงแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า ใบหน้าซีดเขียวจ้องมองเขาไม่วางตา

‘หนูเอ๊ย ส่งหัวลูกชายลุงมาที’ วินาทีที่สติกำลังจะหลุดลอยเสียงยานคางของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา

ทีปกรลอบกลืนน้ำลายไปเสียหลายอึก ผ่านไปเกือบนาทีเขาจึงได้สติกลับคืนมา ชายหนุ่มย่อตัวลงมือทั้งสองข้างสั่นเทาเอื้อมไปหยิบศีรษะของเด็กชายขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ หันไปด้านหลัง เมื่อหันมาแล้วก็พบว่าพ่อของเด็กคนนี้ยืนมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง ใบหน้ามีรอยเส้นเลือดสีเขียวปรากฏให้เห็น แต่ตาและปากยังคงดูเหมือนคนทั่วไปแต่มันออกจะแดงก่ำไปเสียหน่อย

“นี่ครับ!” เพทายหนุ่มรีบยื่นศีรษะเล็กในมือให้กับชายตรงหน้าในทันทีก่อนที่เขาจะรีบเปิดประตูขึ้นรถไปโดยเร็วที่สุด ใครมันจะไปอยากอยู่ตรงนั้นกันเล่า โชคดีที่รถยังคงสตาร์ตติดอยู่

สองพ่อลูกจางหายไปจากสายตาในที่สุด เพทายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาหากแต่เพียงไม่นานเขาก็รู้สึกว่าแอร์ในรถเริ่มจะหนาวเย็นขึ้นจนผิดวิสัย เล่นเอาขนลุกตั้งชัน ภายในใจก็รู้สึกว่าเส้นทางนี้ช่างยาวไกลเหลือเกินเพราะยิ่งขับไปนานเท่าไรก็เหมือนกับว่าออกจากตัวถนนใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

[1] บทสวดอิติปิโส (พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ)

บทก่อนหน้า
บทถัดไป